ระยะเวลาในการเลี้ยงกุ้งก้ามแดง

ไข่-ลงเดิน ระยะเวลาประมาณ 30-45 วัน (อาจจะเพิ่มไปอีก 15 วันในกรณีที่แม่พันธุ์ที่ไม่แข็งแรง)

ลงเดิน-1 นิ้ว ระยะเลาเลี้ยงประมาณ 30-45 วัน

1นิ้ว-4,5 นิ้ว ระยะเวลาเลี้ยงประมาณ 4-6 เดือน ในบ่อดิน ให้อาหาร 1 มื้อตอนเย็น

(เป็นsizeพ่อแม่พันธุ์,และsizeกุ้งเนื้อที่ตลาดต้องการ)

ปัญหาที่พบบ่อยของกุ้งก้ามแดง

  1. โรคสนิม

    ในส่วนของกุ้งเครฟิชนั้น จะเกิดเป็น ลักษณะคล้ายมีผงสนิมสีน้ำตาลหรือสีทอง เกาะอยู่ตามตัวสัตว์น้ำ โรคนี้นั้นเกิดจากเชื้อโปรโตซัวร์ เกิดจากเชื้อ Piscinoodinium pillularis ช่วงชีวิตหนึ่งซึ่งต้องอาศัยเกาะติดกับสัตว์น้ำ ในฐานะปรสิต อาศัยสัตว์น้ำ สังเคราะห์แสงได้เช่นเดียวกับพืช ทำให้เรามองเห็นปรสิตดังกล่าวเป็นสีน้ำตาล สีทอง หรือสีคล้ายกับสนิม จึงเป็นที่มาของชื่อเรียกว่า โรคสนิมมันสามารถดูซับสารอาหาร จากตัวสัตว์น้ำได้ ทำให้เกิดบาดแผล ติดเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อราแทรกซ้อนได้ นำมาซึ่งสาเหตุการตายที่สำคัญของสัตว์น้ำ สัตว์ น้ำป่วยเป็นโรค จะเซื่องซึม ไม่ค่อยเคลื่อนไหว ไม่กินอาหาร ปัญหาโรคสนิมนี่เกิดได้ ทั้งในปลา และ ในกุ้งครับนอกจากนี้ ยังมีโรคในกลุ่มของ โรควิบริโอซีส ที่เป็นอันตรายต่อกุ้งเครฟิชได้

    อาการ: ตามระยางค์ของกุ้งจะเกิดมีรอยไหม้สีดำเกิดขึ้น จากการที่กุ้งพยายามสร้างเม็ดสี การอักเสบบริเวณตับ ตับอ่อน ตับฝ่อ การกินอาหารลดลงและอาจตายได้ (มีการเกิดระบาดโดยเฉพาะในขณะที่น้ำมีความเค็มสูง = 20-30 ppt.)

    สาเหตุของโรค: จากการติดเชื้อวิบริโอ (Vibrio spp.)

    การรักษา:

    • ใช้สารเคมีกลุ่มไอโอดีน
    • ใช้ยาในกลุ่มยาปฏิชีวนะ

    โรคสนิมกุ้ง เกิดจากโปรโตซัวภายนอกและ เชื้อรา หรือบางครั้งก็รวมกับพวกเชื้อราในน้ำจะทำให้กุ้งมีอาการซืม, ไม่กินอาหาร, และมีจุดดำตามลำตัว, ขา, ก้ามจึงใช้ยาอะควาเรี่ยม 3 และ Anti-ich ในการรักษา ใส่พร้อมกันตามปริมาณการใช้ที่ฉลากยา แช่ 2 วัน แล้วถ่ายน้ำ 30 % จะรักษาอาการภายนอกและหยุดโรคไม่ให้ลามต่อ

    การป้องกัน:

    • ควบคุมปริมาณอาหารที่ให้อยู่ในระดับเหมาะสม
    • การเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำ และควบคุมปัจจัยต่างๆ ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

    ผู้เลี้ยงควรจะรักษาคุณภาพของน้ำให้สะอาดอยู่เสมอ เนื่องจากหากว่าคุณภาพน้ำไม่ดี กุ้งจะลอกคราบไม่ผ่าน และโรคสนิมนี้จะลุกลามเร็วมาก มีอัตราการตายสูง

    วิธี รักษาเบื้องต้น คือ การถ่ายน้ำและเร่งให้กุ้งลอกคราบออกเสีย จากนั้นจึงตักคราบทิ้งทันที เร่งการลอกคราบทำได้โดยการถ่ายน้ำด้วยน้ำที่มีค่า Alkalinity สูงกว่าอยู่ในตู้ หรือปรับน้ำให้มีค่าอยู่ในช่วงที่จะกระตุ้นได้ ( น้ำจืด 80 – 100 ppm น้ำเค็ม 150 – 200 ppm ) หากยังเป็นโรคนี้ขึ้นมาอีกให้ใช้ยา Chioramphenicol 5-7 MG ผสมอาหาร 1 ขีด ให้กินติดต่อกันจนกว่าจะหาย ( ต้องคำนวณปริมาณยารักษาให้เหมาะสม และถูกต้อง ไม่อย่างนั้น จะเกิดอันตรายต่อกุ้งได้ ) โดยปกติแล้วกุ้งที่มีสุขภาพดี และ คุณภาพน้ำเหมาะสม จะลอกคราบเดือนละ 1 – 2 ครั้ง ขึ้นกับชนิดและวัยของกุ้งด้วย ซึ่งถึงแม้ว่ากุ้งจะไม่ค่อยเป็นโรค แต่ถ้าเป็นแล้วจะรุนแรง และ สูญเสียเร็วมาก จึงต้องมีการเอาใจใส่เป็นอย่างดีครับ การดูแลกุ้งเครฟิชให้มีสุขภาพดี ด้วยระบบน้ำที่สะอาด และ อาหารที่มีคุณภาพ จะช่วยป้องกันให้กุ้งมีโอกาสเป็นโรคนี้ น้อยลง

  2. โรคหางพอง

    โรคหางพอง เกิดจากน้ำสกปรกครับ ขนาดเปลี่ยนน้ำบ่อย ให้อาหารน้อยๆ น้ำยังเสียได้ วิธีแก้ก็ตัดตรงส่วนที่พองออก แล้วก็นำกุ้งไปแช่น้ำเกลือ 10-15 นาที พอกุ้งลอกคราบก็จะกลับมาปกติเหมือนเดิมโรคกุ้งหางพอง

  3. ปัญหากุ้งกินกันเอง

    ควรที่จะมีที่หลบให้กุ้งมากๆ ซึ้งเวลาที่กุ้งลอกคราบ กุ้งจะนอนนิ่งถ้าหากไม่มีที่หลบอาจจะโดนกุ้งตัวอื่นจับกินได้

    ที่หลบจากท่อ PVC

    ที่หลบจากท่อ PVC

    ที่หลบกุ้งก้ามแดง

    ที่หลบจากขวดน้ำพลาสติกซึ้งมีคราบของกุ้งติดอยู่ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากุ้งเข้ามาลอกคราบในนี้

    ***ถ้าหากกุ้งตายหรือโดนกินจะสังเกตได้จากเม็ดแคลเซียมสีขาวๆที่ตกอยู่ในบ่อโดย 1 ตัว จะมี 2 เม็ดซึ่งสามารถเดาได้เลยว่ากุ้งของเรากินกันไปกี่ตัว ยิ่งเม็ดใหญ่เท่าไหร่แสดงว่ากุ้งที่โดนกินก็ใหญ่เท่านั้น

  4. ปัญหากุ้งนักปีนป่าย


    จากลักษณะของขากุ้งที่เป็นขาที่สามารถคีบได้ จึงทำให้กุ้งสามารถปีนป่ายสิ่งต่างๆได้ดีเลยทีเดียว เลยต้องป้องกันด้วยการปิดฝา หรือ ล้อมตาข่ายดักกุ้งไว้ เพื่อที่กุ้งจะได้ ออกไปหนีเที่ยวไม่ได้

  5. ปัญหาลูกกุ้งน็อคน้ำ

    เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นปล่อยมากในช่วงฤดูฝนสำหรับผู้ที่เลี้ยงกุ้งกลางแจ้ง ทำให้น้ำฝนตกลงไปในบ่อกุ้ง สาเหตุของกุ้งน็อคน้ำเกิดจาก น้ำในบ่อเดิมมีน้อยกว่าน้ำฝนที่เติมลงไป ทำให้กุ้งปรับสภาพไม่ทันน็อคน้ำตายไปในที่สุดวิธีป้องกัน

    -ควรเปิดปั้มลมแรงๆเพื่อที่จะให้ของเสียที่มากับน้ำฝนแตกตัวออกไป แล้วโมเลกุลของน้ำไปจับกับอ๊อกซิเจนแทน

    -ควรมีผ้ายาง หรือ ผ้าใบพลาสติกปิดไว้บ้างเพื่อที่จะลดปริมาณการเพิ่มของน้ำอย่างรวดเร็ว จนกุ้งปรับตัวไม่ทัน

    -ควรใส่พื้นน้ำลงไปในบ่อเลี้ยงกุ้งด้วย เพื่อช่วยดูดซับของเสียที่มาจากน้ำฝนแล้วก็ลดแรงกระแทก ขณะฝนตกลงสู่ผิวน้ำ น้ำจะได้ไม่เคลื่อนไหวเร็วเกินไป

    ***ข้อควรระวังในฤดูฝน ควรหลีกเลี่ยงการพ้นหมอกควันกำจัดยุง เพราะถ้าลุกยุงตาย กุ้งก็ตายเช่นเดียวกัน ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรหาแผ่นพลาสติก ผ้าใบ มาปิดปากบ่อไว้ไม่ให้ละอองของหมอกควันตกลงไปในบ่อได้ ทางที่ดีควรจะเลี้ยงปลาหางนกยูงไว้ในบ่อกุ้งด้วยเพื่อที่จะคอยให้ปลากินลูกยุง

  6. ปัญหาแม่กุ้งสลัดไข่

    อาจเกิดจากแม่กุ้งคิดว่าไม่ปลอดภัยเลยสลัดไข่ทิ้ง ซึ้งเกิดจาก น้ำไม่สะอาด มีสิ่งรบกวน เช่นกุ้งตัวอื่น แสงที่มากไป เสียงดังไป ควรที่จะจับแยกแม่ไข่ไว้ตัวเดียวในตะกร้า หรือกะละมัง เพื่อที่จะไม่ให้กุ้งตัวอื่นมารบกวน ในขณะที่แม่กุ้งไข่ถ้าไม่จับแยก ก็ไม่ควรเปลี่ยนน้ำ เพราะถ้าอุณหภูมิเปลี่ยนกะทันหันแม่กุ้งอาจสลัดไข่ทิ้งได้ อาหารควรให้วันละ 2-3 เม็ดก็พอ

  7. ปัญหากุ้งลอกคราบไม่ออก

    หรือเรียกว่าลอกไม่ผ่านนั้น อาจเกิดจากมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของน้ำมากเกินไป และอาจเกิดจากตัวกุ้งสะสมสารอาหารไม่เพียงพอ นอกจากอาหารเม็ดสำเร็จรูปแล้ว ก็ควรมีอาหารเสริมให้กุ้งด้วย เพื่อเพิ่มสารอาหารให้กุ้งอีกทางหนึ่ง )

  8. รับมือเหตุฉุกเฉินยามไฟดับ

    หรือ ปั้มลมดับ เราจะหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยสำหรับ ท่านใดที่เลี้ยงกุ้งด้วยปั้มลม หากเกิดเหตุฉุกเฉินไฟดับ หรือปั้มลมดับ จะรับมืออย่างไรมาลองดูกัน
    อาจจะใช้เป็น ตะกร้าคว้ำ หรือ สแลน ตะข่ายสีฟ้า ก็ได้ มาไว้ในบ่อ เพื่อยามฉุกเฉินให้กุ้งได้ปีนขึ้นมาหายใจ